กาแฟ..ของชอบที่นิยม

คำว่า ‘กาแฟ’ ผู้หลักผู้ใหญ่ลูกเล็กเด็กแดงต่างเคยได้ยินมานานและรู้กันว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้มาจากเมล็ดของต้นกาแฟ ซึ่งมีการปลูกมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก แล้วกาแฟที่ยังไม่ผ่านการคั่วหรือที่เรียกว่า กาแฟเขียว เป็นหนึ่งในสินค้าการเกษตรที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกด้วย ต้นกาแฟเป็นพืชพื้นเมืองของเขตร้อนแถบแอฟริกาและเอเซียใต้ ส่วนประกอบหลักของกาแฟคือ คาเฟอีน ซึ่งมี่สรรพคุณด้านชูกำลัง โดยสรรพคุณด้านชูกำลังของเมล็ดกาแฟถูกพบเป็นครั้งแรกในเยเมน แถบอาระเบียและทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเอธิโอเปีย
การผลิตเมล็ดกาแฟมีกรรมวิธี คือ
– โดยการบ่ม เป็นวิธีที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีนัก แต่การบ่มจะทำให้คุณภาพของกาแฟดีขึ้น เพราะรสเปรี้ยวของ
กาแฟจะลดลงขณะเดียวกันความกลมกลืนของรสชาติจะเพิ่มขึ้น
– การคั่ว กรรมวิธีการคั่วเป็นขั้นตอนที่นิยม เมื่อถูกคั่ว เมล็ดกาแฟสีเขียวจะพองตัวจนขนาดเป็นสองเท่าของเมล็ด
เดิม แล้วก็มีการเปลี่ยนสีและความหนาแน่นด้วย การคั่วแบบอ่อนๆ จะทำให้กาแฟเก็บรสชาติดั้งเดิมไว้ได้ดีกว่าการคั่วด้วยความร้อนแรง แต่ว่ารสชาติดั้งเดิมก็จะขึ้นอยู่กับดินและสภาพอากาศในพื้นที่ที่ปลูกต้นกาแฟด้วย
– การบด การบดที่ละเอียดจะทำให้ได้รสชาติดี ยิ่งบดละเอียดมากก็จะยิ่งได้รสชาติที่เข้มข้นและบริบูรณ์
การชงกาแฟมีหลายวิธีด้วยกัน โดยจำแนกตามการให้น้ำกับกากกาแฟ ซึ่งจะได้ 4 แบบ
1. การต้มเดือด วิธีการดั้งเดิมในการชงกาแฟคือ การต้มเดือด ซึ่งยังคงมีใช้อยู่ในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ
ตุรกีและกริซ โดยใช้วิธีการต้มผงกาแฟละเอียดกับน้ำในหม้อคอคอด บางครั้งจะเติมน้ำตาลลงไปในหม้อด้วย เพื่อเพิ่มรสหวาน แล้วอาจจะเพิ่มรสและกลิ่นด้วยกระวาน
2. การใช้ความดัน วิธีการใช้ความดันเป็นพื้นฐานในการผสมกาแฟหลายๆ ชนิด ซึ่งเอสเพรสโซก็ถูกชงด้วยน้ำเดือด
อัดความดัน
3. การใช้แรงโน้มถ่วง วิธีการใช้แรงโน้มถ่วงคือ การชงแบบหยดหรือแบบกรอง โดยเป็นการกรองน้ำร้อนผ่านกาก
กาแฟที่อยู่ในที่กรอง ความเข้มขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างน้ำกับผงกาแฟ ซึ่งปกติแล้วจะไม่เข้มข้นเท่าเอสเพรสโซ
4. การจุ่ม วิธีการจุ่ม เป็นการทำแบบ เฟรนช์เพรส หรือ Cafetiere โดยเป็นกระบอกแก้วสูงและแคบ ประกอบด้วย
ลูกสูบที่มีตัวกรอง กาแฟกับน้ำร้อนจะถูกผสมกันในกระบอกราวๆ 2-3 นาที แล้วตัวลูกสูบที่อยู่ในฟอยล์โลหะจะถูกกดลง เพื่อให้เหลือแค่น้ำกาแฟ
ต่อไปเป็นประเภทของกาแฟ ซึ่งมีหลายประเภท อาทิ
– กาแฟดำ การชงกาแฟดำเป็นการชงด้วยวิธีการหยดน้ำ โดยอาจจะเป็นแบบน้ำซึมหรือแบบเฟรนช์เพรส เสิร์ฟ
โดยไม่ใส่นม แต่อาจเติมน้ำตาลได้ หลายคนมักจะเข้าใจว่า กาแฟดำกับเอสเพรสโซเป็นอันเดียวกัน อันที่จริงแล้ว กาแฟทั้งสองมีข้อแตกต่างกันหลายข้อ ที่สำคัญคือ ถ้วยเสิร์ฟของเอสเพรสโซมีขนาดเล็กกว่า เพราะนิยมดื่มให้หมดในอึกเดียว แล้วปกติเอสเพรสโซจะไม่ใส่ทั้งน้ำตาลและนม
– เอสเพรสโซ เป็นกาแฟที่มีรสแก่และขม ใช้วิธีการชงแบบแรงอัดไอน้ำหรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟคั่วที่บดละเอียด
คำว่า เอสเพรสโซ มาจากคำในภาษาอิตาลี มีความหมายว่า เร่งด่วน เอสเพรสโซเป็นกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นและหนักแน่นต่างจากกาแฟทั่วไป ด้วยรสชาติที่เข้มข้นและหนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้คอกาแฟดื่มเอสเปรสโซโดยไม่ปรุงน้ำตาลหรือนมเพิ่ม แล้วมักจะเสิร์ฟเป็นชอตหรือแก้วแบบจอก ซึ่งมีปริมาณ 1-2 ออนซ์ หรือ 30-60 มิลลิลิตร
– อเมริกาโน คือ เครื่องดื่มกาแฟที่ใช้วิธีการชงด้วยการเติมน้ำร้อนผสมลงไปในเอสเพรสโซให้เจือจาง และการเจือ
จางเอสเพรสโซนี้ ทำให้อเมริกาโนมีความแก่พอๆ กับกาแฟปกติธรรมดา แต่ยังมีกลิ่นและรสชาติที่เข้ม อเมริกาโนเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำที่ไม่เข้มข้นถึงขึ้นเอสเพรสโซ สำหรับที่มาของชื่ออเมริกาโนก็หมายถึงสหรัฐอเมริกานั่นเอง เนื่องจากเอสเพรสโซเข้มข้นเกินไป คอกาแฟชาวอเมริกันจึงมีการดัดแปลงด้วยการเจือจางน้ำร้อน แล้วอเมริกาโนจึงเป็นกาแฟสไตล์อเมริกัน
– คาปูชิโน มีส่วนประกอบหลักคือ เอสเพรสโซและนม โดยการชงคาปูชิโนมักจะมีอัตราส่วนของเอสเพรสโซ 1/3
ส่วน ผสมกับนมร้อนผ่านไอน้ำ 1/3 ส่วน และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3 ส่วน ลอยอยู่ด้านบน
– มอคค่า คือ กาแฟที่มีส่วนผสมของ เอสเพรสโซ นมสดและช็อกโกแลต การชงมอคค่าจะใช้เอสเพรสโซ 1/3 ส่วน
ผสมน้ำนมร้อน 2/3 ส่วน และผสมช็อกโกแลต ซึ่งจะใส่ในรูปแบน้ำเชื่อมช็อกโกแลต มอคค่าสามารถเสิร์ฟได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็น
– ลาเต้ คำว่า ลาเต้ เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า นม การชงกาแฟลาเต้ ทำได้โดยใช้เอสเพรสโว 1/3 ส่วน และนมร้อน
อีก 2/3 ส่วน ผสมลงในถ้วยพร้อมๆ กัน และจะหยอดโฟมนมหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ทับด้านบน
– มัคคิอาโต เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า การทำเครื่องหมาย ซึ่งก็คือเอสเพรสโซปิดหน้าด้วยฟองนม แล้วทำเครื่อง
หมายด้วยการเทนมอุ่นลงไปตรงกลางแก้วจนเห็นเป็นชั้นสวยงาม
กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมและถึงแม้กาแฟจะช่วยให้กระฉับกระเฉงหรือกระปรี้กระเปร่า แต่ก็ไม่ควรจะดื่มกาแฟมากเกินไป เพราะปริมาณกาแฟที่เหมาะแก่ร่างกายไม่ควรจะเกิน 3 แก้ว ต่อ วัน หากดื่มมากจะทำให้ติดคาเฟอีนได้..รักตัว รักสุขภาพ..ดื่มแต่พอดีนั้น…ดีที่สุด